ชีวประวัติหลวงพ่อคูณ

รูปวัดบ้านไร่ คลิก


ชีวประวัติ
พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) พระเกจิอาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ และอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑
 
ชาติกำเนิด
คูณ ฉัตร์พลกรัง (หลวงพ่อคูณ) เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ตรงกับแรม ๑๐ คํ่า เดือน ๑๐ ปีกุน ที่บ้านไร่ หมู่ที่ ๖ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรชาย คนโตของนายบุญ และ นางขาว ฉัตร์พลกรัง ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นครอบครัวชาวนา มีน้องสาวร่วมบิดามารดาสองคน คือ นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ และ นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์
 
ชีวิตในวัยเด็ก
โยมแม่เสียชีวิตตั้งแต่หลวงพ่ออายุได้ ๑๑ ขวบ โยมพ่อได้นำไปฝากเป็นศิษย์วัดบ้านไร่เพื่อให้เรียนหนังสือกับพระสงฆ์ อาจารย์เชื่อม วิธโร พระอาจารย์ฉาย และ พระอาจารย์หลี พระอาจารย์ที่วัดทั้งสามท่านตั้งใจสอนอย่างจริงจัง ทั้งวิชาภาษาไทย ภาษาขอม ทั้งยังสอนวิชาคาถาอาคม เพื่อป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ให้ด้วย ทำให้หลวงพ่อตั้งใจเรียนจนได้มีความรู้มาตั้งแต่บัดนั้น
 
ชีวิตในวัยรุ่น
ในวัย ๑๖ ปี หลวงพ่อได้ออกจากวัดบ้านไร่ไปอยู่ในความอุปการะของน้าชายและน้าสะใภ้หลวงพ่ออยากเป็นนักแสดงเพลงโคราช หรือที่เรียกว่า หมอเพลง ตามความนิยมของหนุ่มสาวโคราชสมัยนั้น จึงได้เดินทางด้วยเท้า ๕ วัน ๕ คืน พร้อมคนในหมู่บ้านจำนวนหนึ่งไปยังบ้านมะระตำบลดอนชมพู อำเภอโนนสูง ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครูสน ได้ความรู้และบทเพลงเกี้ยวพาราสีจากครูมาหนึ่งบท จากนั้นได้ตัดสินใจลาครูกลับบ้านหลวงพ่ออยากคบนักเลงดูบ้าง นักเลงสมัยนั้นเป็นที่เกรงขาม ได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ จึงได้ลองคบกับนักเลงโตตามหมู่บ้าน นักเลงเหล่านั้นนอกจากจะทำตัวเกะกะระรานผู้อื่นแล้ว ยังลักขโมยสัตว์เลี้ยงอย่างวัวควายไปฆ่าชำแหละเนื้อมาแบ่งปันกันอีกด้วย แต่เดชะบุญที่หลวงพ่อมีจิตสำนึกที่ดีงาม สามารถแยกแยะความดีความเลวได้ จึงไม่ได้ถลำตัวและรักษาตนให้รอดพ้นจากวัยอันตรายได้อย่างปลอดภัย
 
ชีวิตชาวนา
น้าชายและน้าสะใภ้มีอาชีพทำนา เป็นอาชีพที่ต้องใช้แรงกายเป็นหลัก หลวงพ่อได้ช่วยน้าทั้งสองทำงานตามกำลังความสามารถโดยตลอด จนวันหนึ่งร่างกายที่ปวดระบมไปทั้งตัวจนสุดที่จะทนได้ จึงได้ทอดกายนอนพาดบนคันนาเป็นเวลานาน ได้ยินน้าสะใภ้พูดว่า “ถ้าไม่ไหวก็ไปบวชเสียไป” หลวงพ่อจึงตอบไปว่า “น้าคอยดูเด้อ หากฉันได้บวชแล่ว ขอรับรองว่าฉันจะไม่ยอมซึกเป็นอันขาด จะบวชจนตายเลยแหละ”
 
อุปสมบท บวชเรียน
เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ (บางตำราระบุว่า ๒๔๘๖) เดือน ๖ ปีวอก พระครูวิจารยติกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอุปัชฌาย์ (พระครูวิจารยติกิจ) ให้ฉายาว่า ปริสุทฺโธ หลวงพ่อได้ศึกษาพระธรรม วินัยจากหลวงพ่อคง พุทธฺสโร และเป็นศิษย์หลวงพ่อแดงที่มีชื่อเสียง ด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งหลวงพ่อได้ตั้งใจฝึกปฏิบัติเป็นอย่างดีและสมํ่าเสมอ
 
หลังจากนั้น ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ตำบลสำนักตะคร้อ อำเภอด่านขุนทด ซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาทั่วไป หลวงพ่อคูณได้ตั้งใจรํ่าเรียน พระธรรมวินัย และปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานาน จนหลวงพ่อแดงได้นำท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งเป็นสหายที่มักแลกเปลี่ยนธรรมะและวิชา อาคมต่างๆ กันอยู่เสมอ หลวงพ่อคูณจึงได้เรียนวิชาทั้ง ทางธรรมและทางไสยศาสตร์ เป็นการสอนพระธรรมคู่ กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เน้นการมีสติ ระลึกรู้ พิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบและให้เกิดการรู้เท่า ทันในอารมณ์นั้น และสอนพระกัมมัฏฐานโดยใช้หมวด อนุสติ ด้วยการกำหนดความตาย เป็นอารมณ์ (มรณสติ) เพื่อให้เกิดการรู้เท่าทัน ไม่หลงในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง ไม่ประมาทในความโลภ โกรธ หลง จนมีความรู้ชำนาญในการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดี หลวงพ่อคงจึงแนะให้หลวงพ่อคูณออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขา เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป
 
หลวงพ่อคูณได้เดินธุดงค์จากเขตจังหวัดนครราชสีมา และไกลออกไปเรื่อย ๆ จนถึงป่าลึกในประเทศกัมพูชาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อทำความเพียรให้หลุดพ้นจากกิเกส ตัณหาและอุปาทานทั้งปวง ก่อนจะกลับวัดบ้านไร่ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ และได้เริ่มบูรณะพัฒนาวัด บ้านไร่ จากการชวนชาวบ้านช่วยกันตัดไม้ มาสร้างอุโบสถ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ (ซึ่งต่อมาได้รื้อสร้างใหม่ ได้สำเร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๘) หลังจากนั้นหลวงพ่อคูณได้มีส่วนสำคัญใน การขุดสระนํ้า สร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ในวัดบ้านไร่ และได้บริจาคทุนทรัพย์ในการ สร้างโรงพยาบาล โรงเรียนอีกหลายแห่ง รวมทั้งการบริจาคปัจจัยช่วยเหลือด้านสาธารณกุศลและมูลนิธิต่าง ๆ อยู่เสมอ
 
แต่เดิมหลวงพ่อตั้งใจจะบวชเพียง ๓ พรรษา แต่ภาพความยากลำบากในอดีตของตนเองและผู้คนในบ้านเกิด ทำให้ต้องครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า
“ทำอย่างไรจะช่วยคนเหล่านั้นให้พ้นทุกข์ได้”
“อันตัวกูก็ตํ่าต้อยน่อยค่าอย่างนี้ ถ้าซึกออกไปจะทำประโยชน์อะไรให้คนในแผ่นดิน ลำพังการเลี่ยงตัวเองก็จะเอาตัวไม่รอด แต่การบวชเรียนถือศีลอยู่หากมีความรู้ มีคุณธรรม อาจจะช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขาให่พ่นวิบากกรรมได้มากกว่า” หลวงพ่อจึงได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะอุทิศกายถวายชีวิตบวชเพื่อพระพุทธศาสนาตลอดไป
 
ปราชญ์แห่งที่ราบสูง
สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อคูณเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของคนทั่วไป เริ่มจากการสร้างวัตถุมงคล ซึ่งตามประวัติที่ท่านได้เรียนวิชาคาถาอาคมจากพระอาจารย์หลาย ๆ ท่าน จนมีความชำนาญแก่กล้า และได้สร้างวัตถุมงคลรุ่นแรก ตั้งแต่สมัยเมื่อบวชได้เจ็ดพรรษา เริ่มจากตะกรุดโทน ตะกรุดทองคำ เพื่อฝังใต้ท้องแขน ณ วัดบ้านไร่ ในราวปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งท่านกล่าวเสมอว่า “ใครขอกุก็ให้ ไม่เลือกยากดีมีจน” ปัจจุบันพระเครื่องหลวงพ่อคูณเป็นที่นิยมของนักสะสมอย่างมาก ทั้งความแก่กล้าในวิชาอาคมและความแตกฉานในพุทธศาสนาทำให้หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปราชญ์แห่งที่ราบสูง และแม้ท่าทีการแสดงออกที่ตรงไปตรงมา พูดภาษาพื้นบ้านโคราช ใช้คำมึงกู แต่ทุกคนต่างทราบดีว่าหลวงพ่อคูณเป็นผู้มีจิตเมตตาเป็นอย่างยิ่ง ทุก ๆ ครั้งที่ท่านแสดงออกท่านจะมีจิตที่แจ่มใส หมดสิ้นกิเลสอย่างแท้จริง จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงพ่อคูณได้ไปจำพรรษาที่วัดสระแก้ว จังหวัดนครราชสีมาเพื่อความสะดวกในการรักษาอาการอาพาธ หลังจากนั้นหลวงพ่อได้เมตตาเดินทางไปจำพรรษาในหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีโอกาสสร้างบุญสร้างกุศลอีกด้วย ก่อนที่หลวงพ่อจะเดินทางกลับวัดบ้านไร่อีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ และจำพรรษาที่วัดบ้านไร่จวบจนมรณภาพ 
 
สมณศักดิ์
๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ : เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระญาณวิทยาคมเถร
๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ : เป็นพระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระราชวิทยาคม อุดมกิจจานุกิจจาทรมหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ : เป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระเทพวิทยาคม อุดมธรรมสุนทร ปสาทกรวรกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
 
เมตตาจิตอันยิ่งใหญ่
เมตตา เมตตา และ เมตตา
 
ใครขอร้องให้หลวงพ่อช่วยทำอะไร ถ้าทำได้ท่านก็เมตตาทำให้ทุกคน หลวงพ่อพูดว่า “มันมาขอร่องกูให่กูทำโน่นทำนี่ ให้กูเหยียบ กูก็เหยียบให่มัน จั๊กกูจะคัดใจมันไปทำไม มันจะได้สบายใจ.....” แม้แต่วัตถุมงคลหลายประเภท ซึ่งหลวงพ่อเองไม่ได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ถ้าหากทำแล้วประชาชนอยู่ดีมีสุข หลวงพ่อก็ไม่ขัดใจใคร ดังนั้น บ่อยครั้งที่ได้เห็นภาพหลวงพ่อฝัง ตะกรุด เคาะหัว เป่ากระหม่อม เหยียบโฉนดที่ดิน เจิมรถยนต์ เจิมอาคารบ้านเรือน และอีกมากมายที่หลวงพ่อเมตตาทำให้ (เพื่อความสุขความสบายใจของผู้มาขอ) “คนเรา เมื่อมีเมตตาให้กับผู้อื่น ผู้อื่นเขาก็จะให้ความเมตตาตอบสนองต่อเรา ถ้าเราโกรธเขา เขาก็จะโกรธเราตอบเช่นกัน ความเมตตานี่แหละ คืออาวุธ ที่จะปกป้องตัวเราเอง ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง เป็นอาวุธที่ใคร ๆ จะนำเอาไปใช้ก็ได้ จัดว่าเป็นของดีนักแล”
 
เอกลักษณ์หลวงพ่อคูณ
หลวงพ่อคูณมีชาติกำเนิดอยู่ในพื้นที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งประชาชนทั่วไปใช้ภาษาโคราชในการพูดจา ดังนั้นสำเนียงภาษาพูดของท่านจึงเป็นการออกเสียงตามเสียงภาษาถิ่นโคราช
 
คำพูด “กู มึง”
หลวงพ่อให้เหตุผลของการพูดคำสรรพนามในการสนทนาด้วยคำพื้นบ้านนี้ว่า “กูแสดงให่รู่ว่า กูมีความจริงใจกั๊บพวกมึง แสดงความเป็นกันเองรักใคร่ ซานิ้ดสนม ไม่ต่องมีพิธีรีตอง พูดตรงไปตรงมา อย่างกูเรียกว่า ไอ้นาย ก็แปลว่า กูรักกูเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่เกี่ยวกั๊บยศฐาบรรดาซั๊กอะไร”
 
การนั่งยอง ๆ
หลวงพ่อให้คำตอบว่า “การนั่งยอง ๆ มันคล่องตัว สะดวกคล่องแคล่วรวดเร็ว การเคลื่อนตัวไม่ว่าจะลุก จะนั่ง เดิน ก็สะดวกและกูก็นั่งมาจนชิน รู่ซึ๊กมันสบายดี” เนื่องจากในสมัยก่อน ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ มีแต่เสื่อหรือสาด แต่ถ้าไม่ได้ปูเสื่อนั่ง ก็จะนั่งยอง ๆ แทนหลวงพ่อคูณ ท่านยังมีเอกลักษณ์อีกหลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถนำมาเขียนไว้ได้ทั้งหมด
 
ประวัติการรักษาหลวงพ่อคูณ
อาการอาพาธของหลวงพ่อคูณ
นพ.พินิศจัย นาคพันธุ์ หนึ่งในทีมแพทย์ที่ได้ดูแลหลวงพ่อ เล่าว่าโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมามีโอกาสได้ดูแลหลวงพ่อตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ โดยช่วงแรกรักษาแบบผู้ป่วยนอกเป็นครั้งคราว และปลายปี ๒๕๓๙ ท่านได้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) ได้เข้ารับการรักษาจนอาการคงที่ และแพทย์ได้ส่งตัวหลวงพ่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ ในครั้งนั้นท่านจึงมีดำริให้ก่อตั้งศูนย์โรคหัวใจโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาขึ้น เพื่อให้ชาวอิสานได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยท่านได้สนับสนุนเงินก่อตั้งศูนย์โรคหัวใจด้วยเงินประเดิม ๓๐ ล้านบาท จากนั้นทางจังหวัดนครราชสีมา โดยนายโยธิน เมธชนัน ผู้ว่าราชการจังหวัดใน
ขณะนั้น ชาวจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้ เคียงได้ร่วมแรงร่วมใจสานต่อจนสามารถตั้งศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ขึ้นสำเร็จ ในปี ๒๕๔๒ โดยได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี ซึ่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลทูลเกล้าฯ ถวาย จำนวน ๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเงินบริจาคจากพ่อค้า ประชาชน เงินผ้าป่ามหากุศล เงินบริจาคจากพระราชวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) อีกประมาณ ๑๘ ล้านบาท ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ หลวงพ่อได้เกิดอาการ เจ็บแน่นหน้าอกอีก ทางโรงพยาบาลมหาราชได้ส่งตัวท่าน ไปยังโรงพยาบาลศิริราชอีกครั้งและได้ตรวจพบว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบ ๓ เส้น ทางศิริราชได้ให้การรักษาด้วยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ จนอาการ
ดีขึ้น ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ หลวงพ่อมีอาการซึม และแขนขาซ้ายอ่อนแรงเฉียบพลัน จากภาวะหลอดเลือดในสมองแตกและได้รับการผ่าตัดสมองฉุกเฉินที่โรงพยาบาลศิริราชอีกครั้ง ในครั้งนี้ได้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชนานถึง ๓ เดือน หลังจากกลับวัดบ้านไร่ก็ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากทีมคณะแพทย์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จากเหตุการณ์ครั้งนี้หลวงพ่อมีภาวะอ่อนแรงหลงเหลืออยู่ทำให้ท่านจำเป็นต้องใช้เก้าอี้รถเข็นในบางครั้ง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ หลวงพ่อเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชดว้ ยภาวะติดเชือ้ รนุ แรงในปอด ต้องระดมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สถาบันโรคทรวงอก ในครั้งนี้ท่านนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชนานถึง ๙ เดือน และเพื่อให้ท่านได้รับโภชนาการที่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อใส่สายยางผ่านผนังหน้าท้องไปยังกระเพาะอาหารโดยทำการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราชและกลับมาพักรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชอีกครั้งจนถึงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ ทีมคณะแพทย์ โรงพยาบาลมหาราชจึงเห็นควรให้ท่านกลับไปพักรักษาตัวต่อที่วัดบ้านไร่ เพื่อให้ท่านได้รับการฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจได้เร็วขึ้น เนื่องจากได้ใกล้ชิดญาติโยม โดยทางโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและคณะลูกศิษย์ได้ทำการปรับปรุงกุฏิที่
ท่านพักอาศัยให้มีความปลอดภัยและมีความพร้อม สำหรับการดูแลหลวงพ่อเสมือนหนึ่งนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยทำระบบห้องปลอดเชื้อควบคุมอุณหภูมิ เนื่องจากภาวะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและภาวะติดเชื้อจะส่งผลต่ออาการทางปอดของท่าน พร้อมทั้งมีทีมแพทย์ พยาบาล และทีมสหวิชาชีพ อาทินักกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทยและโภชนากร เป็นต้น ทั้งจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและโรงพยาบาลด่านขุนทด ดูแลร่วมกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในการนี้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก
สถาบันต่าง ๆ ร่วมดูแลเช่นกัน อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ สถาบัน โรคทรวงอก เป็นต้น โดยทีมแพทย์ผู้ดูแลมี
วัตถุประสงค์เดียวกันคือให้หลวงพ่ออยู่กับพวกเราให้นานที่สุด และมีความสุขตามอัตภาพ ในวันที่สถานการณ์อำนวย หลวงพ่อก็จะออกมาโปรดญาติโยมที่ห้องกระจกปลอดเชื้อ ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ากราบนมัสการอย่างต่อเนื่อง
โดยทีมแพทย์ได้จัดสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ให้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย และจะสังเกตได้ว่าท่านจะมีความปิติยินดีที่ได้ออกมาโปรดญาติโยม ภาพความทรงจำที่มิอาจลืมเลือนของทีมคณะแพทย์ผู้ดูแลคือภาพความร่วมมือร่วมใจของสหวิชาชีพทุกระดับจากหลายสถาบัน รวมถึงคณะกรรมการวัดบ้านไร่ ในขณะนั้นและลูกศิษย์หลวงพ่อที่ได้จัดเตรียมอุปกรณ์สำคัญและจำเป็นในการดูแลรักษาท่านที่วัดบ้านไร่ นับเป็นความร่วมมือกันอย่างบูรณาการและสมบูรณ์แบบที่สุดหลังจากที่หลวงพ่อคูณได้กลับวัดบ้านไร่ เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ ทีมแพทย์ก็ให้การดูแลท่านอย่างต่อเนื่องที่วัดบ้านไร่ จนวาระสุดท้ายของท่านเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ในเช้ามืดวันนั้นท่านเกิดภาวะลมรั่วในปอด (tension pneumothorax) อย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ปอดและหัวใจหยุดทำงานทีมแพทย์ได้ปฏิบัติการกู้ชีพและนำท่านเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในเช้านั้นหลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ ได้มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๑.๔๕ น. สิริอายุ ๙๑ ปี
 
ผู้ป่วยในห้องหมายเลข ๘ หอผู้ป่วยวิกฤตระบบการหายใจ
โรงพยาบาลศิริราช
รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล อายุรแพทย์ หัวหน้าสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต โรงพยาบาลศิริราช ได้เล่าความรู้สึกที่ได้มีโอกาสดูแลหลวงพ่อคูณ ในระหว่างที่หลวงพ่อพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช ดังนี้...ถ้าได้เป็นแพทย์ประจำในโรงพยาบาลที่เก่าและใหญ่ที่สุดในประเทศนี้มาเป็นเวลานานพอ โอกาสที่จะต้องรับภารกิจดูแลรักษาคนใหญ่คนโตหรือผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมดูจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสดูแลรักษาพระภิกษุรูปหนึ่งที่เป็นที่สนใจของสาธารณชน เนื่องจากท่านมีรูปลักษณ์ที่ติดดินกินใจชาวบ้าน และมีชื่อเสียงในการเคาะศีรษะให้กับคนทั่วไปตั้งแต่คนใหญ่คนโตจนถึงชนชั้นรากหญ้าในห้องผู้ป่วยหมายเลข ๘ ของหอผู้ป่วยวิกฤตระบบการหายใจ หลวงพ่อคูณนอนสงบนิ่งหลังการผ่าตัดสมองที่บอบชํ้าจากหลอดเลือดในสมองแตก สองปีก่อนท่านอาพาธด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอันเป็นผลจากการสูบบุหรี่พื้นบ้านมวนโตที่เราเคยคุ้นตากัน ครั้งนั้นร่างกายท่านฟื้นตัวดีมาก และท่านประกาศต่อสาธารณะว่าจะเลิกบุหรี่เพราะมันเป็นพิษต่อร่างกาย แม้จะเลิกได้เด็ดขาด แต่ผลของบุหรี่ต่อหลอดเลือดสมองคงยังเหลือร่องรอยจนถึงการอาพาธครั้งนี้ด้วยการเอาใจช่วยของทุกฝ่าย และส่วนหนึ่งคงมาจากผลบุญอันมหาศาลของท่าน การฟื้นตัวจึงกลับมาอย่างเหลือเชื่อ เริ่มจากการกลับมาหายใจเอง ขยับแขนขาได้ดี ฉันอาหารได้เอง ฝึกนั่งในรถเข็นและที่พวกเราปลืม้ ใจทีส่ ดุ คอื การทาํ กายภาพบำบัดอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพจนสามารถยนื และเดนิ ไดเ้ องโดยการช่วยพยุง ก่อนกลับวัดบ้านไร่ยังได้พาท่านไปเดินออกกำลังกายเริ่มจากพุทธมณฑล แล้วค่อย ๆ ไกลออกไปที่พระราชวังสนามจันทร์ จนครั้งสุดท้ายไปที่พระราชวังบางปะอิน ผมจึงแน่ใจว่าท่านแข็งแรงพอที่จะคืนถิ่นแล้ว รวมเวลาอยู่โรงพยาบาลครั้งนี้ ๑๐๕ วัน ก่อนกลับวัดท่านได้บริจาคเงินให้โรงพยาบาลหนึ่งล้านบาท ผมติดตามท่านอย่างใกล้ชิดในรถนำส่ง ดูท่าทางหลวงพ่อไม่ได้ตื่นเต้นมาก เพราะท่านยังสูญเสียความทรงจำระยะใกล้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ ผมได้พยุงหลวงพ่อเดินเข้าสู่ห้องพักที่มีการปรับปรุงใหม่ ผู้คนดูพลุกพล่านและมีหลายคนที่พยายามเข้ามาเพื่อชื่นชมท่านใกล้ ๆ พอสงบบ้างแล้วผมจึงต้องออกไปชี้แจงให้ทราบทั่วกันว่า ท่านมีสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว หากอยากให้ท่านดำรงอยู่ยาวนานไป ขอให้ช่วยกันปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์โดยเคร่งครัด คือ งดกิจภายนอกวัด จำกัดภาระงาน และควบคุมการเข้าขอเยี่ยม จากนั้นจึงได้ส่งมอบผู้ป่วยและแนวทางการดูแลรักษาต่อไปให้กับทีมงานโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อรับผิดชอบดูแลรักษาท่านต่อ แม้ว่าช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดท่านจะดูมาก แต่โอกาสที่ผมจะได้เข้าใจและเรียนรู้อะไรจากท่านมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะท่านอาพาธเกี่ยวกับสมอง แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือรอบข้างท่านจะมีศิษย์ใกล้ชิดอยู่ด้วยเสมอ ที่ผมพอจะสรุปได้บ้างก็คือ
๑. ท่านเป็นคนไข้ที่น่ารักเหมือนผู้สูงอายุทั่วไป ให้ความไว้วางใจและให้ความเคารพแพทย์ตัวอย่างเช่น หากจะมีการเจาะเลือดหรือเปลี่ยนแปลงยากิน ถ้ามีแพทย์อยู่ช่วยอธิบายแล้วท่านก็จะรีบปฏิบัติตามโดยเร็ว
๒. ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีวิถีชีวิตเรียบง่ายอย่างที่เขาว่ากันจริง
๓. ท่านเป็นผู้ที่มีอารมณ์ขัน เป็นกันเองกับทุกผู้ทุกคน
๔. ท่านเป็นผู้มีคารมที่คมคาย สามารถสอดแทรกแง่คิดหรือข้อธรรมะในระหว่างการสนทนาได้อย่างกลมกลืนชวนฟัง เมื่อมองย้อนกลับไปวันแรกที่ผมเริ่มรับหน้าที่เข้ามาดูแลท่าน ความรู้สึกก็ไม่ต่างกับการดูแลคนไข้ทั่วไป คือ ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด และเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่พอมาถึงวันที่ภารกิจนี้เสร็จสิ้นแล้ว ผมกลับมีความรู้สึกเพิ่มเติมว่า อยากมีโอกาสได้ดูแลรักษาท่านต่อเนื่อง หรืออย่างน้อยก็อยากรู้ความเป็นไปของสภาวะสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่จะเกิดกับท่านต่อไป
ด้วยความที่ยังมีความผูกพันในฐานะแพทย์กับคนไข้ที่เคยดูแลด้านหนึ่ง และภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากหนว่ ยงานใหเ้ ปน็ ผรูั้บผิดชอบติดตามผลอีกดา้นหนึ่ง ผมจึงได้ติดตามความเคลื่อนไหวสภาวะสุขภาพของท่าน ต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ โดยอาศัยการสื่อสารทางโทรศัพท์ ผ่านลูกศิษย์ที่ปรนนิบัติใกล้ชิดและแพทย์ในพื้นที่ รวมไปถึงการขึ้นไปตรวจเยี่ยมเป็นครั้งคราว เมื่อมีคณะแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลของผมขึ้นไปทอดกฐินที่วัดของท่าน ไม่กี่วันลูกศิษย์ใกล้ชิดของท่านก็โทรศัพท์มาแจ้ง เพื่อให้ผมขึ้นไปรับเงินสองล้านสามแสนบาทจากมือท่าน สำหรับนำกลับมาบริจาคให้โรงพยาบาลของผมอีกทอดหนึ่ง ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสนอนค้างหน้าเตียงนอนของท่านพร้อมกับลูกศิษย์ ก่อนจำวัดท่านสวดมนต์ไหว้พระที่หัวนอนได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีการขาดหายหรือขาดช่วง ช่วงกลางคืนท่านก็จำวัดได้สนิทดีไม่มีอาการผิดปกติ ผมพยายามขออนุญาตท่านเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อตรวจระดับนํ้าตาล ท่านก็ไม่ยอม โดยให้เหตุผลว่า “จะเจาะให้เจ็บทำไม ยาก็กินประจำอยู่แล้วและอาหารก็ไม่ได้ฉันอะไรมากมาย” ก็เห็นจะจริงของ
ท่าน ในที่สุดผมก็ต้องเป็นฝ่ายถอย แต่ท่านก็รับปากว่าเมื่อถึงเวลาจะยอมให้ตรวจเลือดหลาย ๆ อย่างพร้อมกันไปทีเดียว ก่อนกลับผมไปกราบลา ท่านพยักหน้ารับพร้อมหยิบกล้วยนํ้าว้าในสำรับอาหารขึ้นมาร่ายคาถาแล้วส่งให้ผม ไม่ทราบว่าเป็นคาถาอำนวยโชคหรือจะเป็นคาถาให้ได้มีโอกาสมาปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างต่อเนื่องสิบเดือนต่อมา ด้วยปัญหาการสำลักและเกิดปอดอักเสบบ่อย ๆ จึงได้ประสานงานกับคณะแพทย์ในพื้นที่เพื่อนำท่านกลับมาโรงพยาบาลของผมอีกครั้งเพื่อใส่สายยางให้อาหารทางหน้าท้อง ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ครั้งนี้คณะศิษย์ได้จัดงานวันเกิดย่าง ๘๙ ปีให้ท่าน นิมนต์พระผู้ใหญ่มา ๙ รูป ท่านได้บริจาคเงินจากผู้มีจิตศรัทธาให้กับโรงพยาบาลหนึ่งล้านเจ็ดแสนบาท เนื่องจากเจอวิกฤตนํ้าท่วมใหญ่กรุงเทพฯ จนลามเข้ามาใกล้โรงพยาบาลของผม จึงต้องรีบส่งท่านไปพักต่อที่โรงพยาบาลในพื้นที่อีกหลายเดือน ท่านจึงได้เดินทางกลับวัดสามปีต่อมา แพทย์ในพื้นที่แจ้งว่าหลวงพ่อหัวใจหยุดเต้นช่วงเช้ามืด เป็นผลจากเสมหะอุดกั้นหลอดลมและลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด หลังทำการช่วยชีวิตขั้นสูงนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ท่านสามารถกลับมามีการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตได้แต่ยังอยู่ในขั้นวิกฤต ผมรีบขึ้นไปประชุมร่วมกับทีมแพทย์ในพื้นที่ที่ทำงานกันอย่างแข็งขันหลังจากสภาพร่างกายท่านคงที่ระดับหนึ่งภายใต้การประคับประคองอวัยวะเต็มที่ ผมได้กราบลาหลวงพ่อเพื่อเดินทางกลับ ในใจคิดว่าท่านคงละสังขารในเวลาอันใกล้นี้แน่ ผมไม่ได้เอ่ยปากชัดเจนต่อทีมแพทย์ที่ดูแล เพียงแต่ใช้อวัจนภาษาสื่อความหมายว่าอยากให้ยอมรับวิถีแห่งธรรมชาติ ไม่ก้าวลํ้าเส้นไปสู่การรักษาเพื่อยื้อชีวิตดังเช่นที่เกิดกับพระผู้ใหญ่หลายท่านในอดีตที่ผ่านมา ตอนสายของวันรุ่งขึ้นจึงได้รับโทรศัพท์แจ้งการละสังขารของท่าน ผมฟังอย่างสงบนิ่งและกำหนดความตั้งใจว่าจะพยายามทำความดีให้ได้เศษเสี้ยวหนึ่งของท่าน ที่ได้มีคุณูปการต่อคนไทยและประเทศไทยมาตลอดชีวิตอันยาวนานของท่าน
 
จริยวัตรหลวงพ่อคูณ
การเลิกบุหรี่
หลวงพ่อเริ่มสูบบุหรี่ (ยาเส้น) ตั้งแต่วัยรุ่น ตามค่านิยมในสมัยนั้น ในระยะหลัง ๆ มวนบุหรี่ของหลวงพ่อจะมีขนาดโตจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หลวงพ่อเล่าว่า “ขณะสูบ กูจะกำหนดจิ๊ต จนกว่าจะโม๊ดมวน” ด้วยวัย ๗๕ ปี และสูบบุหรี่มานาน หลวงพ่อได้เลิก
สูบบุหรี่ตามคำแนะนำของแพทย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เพื่อเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าการเลิกสูบบุหรี่นั้นสำคัญอยู่ที่จิตใจ “ถ้าเราตั้งใจ ข่มใจเอาชนะตนเองแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสำเร็จ การเลิกสูบบุหรี่ใคร ๆ ก็ว่ายาก แต่ก็สามารถ
เลิกได้” (การสูบบุหรี่เป็นระยะเวลานานทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อปอด มีอาการรุนแรงหลายระดับ ตั้งแต่เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบ ถุงลมโป่งพอง และมะเร็งปอด เป็นต้น)
 
บิณฑบาตบุหรี่
หลวงพ่อคูณกล่าวในโอกาสวันงดสูบบุหรี่โลกว่า..... “อาตมาอยากจะบอกว่าถ้าเลิกได้เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ว่าอยากจะเลิก หรือ อยากจะสูบต่อไป ถ้าอาตมาห้ามได้ก็อยากจะห้ามไปถึงเรื่องยาบ้าด้วย”
 
บำเพ็ญทานบารมีที่ยิ่งใหญ่
ด้วยการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะเป็นครูใหญ่และพินัยกรรมอันลํ้าค่า วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๓๖ หลวงพ่อคูณในวัย ๗๐ ปี พร้อมคณะลูกศิษย์ เดินทางจากวัดบ้านไร่ด้วยรถยนต์ไปจังหวัดขอนแก่น ด้วยจุดประสงค์ที่แน่วแน่จะบริจาคร่างกายเป็นครูใหญ่ที่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติศักดิ์ ศรีพานิชกุลชัย หัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ในขณะนั้น พร้อมคณาจารย์ให้การต้อนรับ และนำหลวงพ่อเดินชมห้องปฏิบัติการการเรียนการสอนจากรา่ งกายครูใหญ ่ ซึ่งหลวงพอ่ ไดตั้ดสินใจว่า “กูจะขอเป็นครูใหญ่แบบให้ผ่า” (ไม่เลือกแบบเป็นโครงกระดูก) จากนั้นหลวงพ่อได้ให้เขียนพินัยกรรมครั้งแรก (รหัสหมายเลข ๓๖/๐๐๖) หลังจากลงลายมือชื่อในพินัยกรรม หลวงพ่อได้เปล่งวาจาว่า “สำเร็จแล้ว” ถึงสามครั้ง พินัยกรรมฉบับนี้ต่อมามีการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ การตัดสินใจทำพินัยกรรมยกสรีรสังขารของท่านให้เป็นครูใหญ่ไม่ได้หมายความว่าหลวงพ่อจะไม่คิดถึงความรู้สึกของญาติพี่น้อง ลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย ท่านกล่าวว่า “ ลูกหลานเอ๊ย ให้เขาไปเถอะเขาจะได้เอาไปใช้เป็นประโยชน์....อย่าได้พิรี้พิไรเหนี่ยวรั้งไว้เลย..........” วาจาที่ท่านเปล่งออกมานี้เป็นสิ่งที่ท่านได้ขออนุญาตต่อญาติพี่น้องลูกหลานวงศ์ตระกูลของท่าน แสดงถึงความเมตตาอย่างลึกซึ้งและเคารพต่อความรู้สึกของทุกคน ไม่ได้ตัดรอนต่อความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ของญาติพี่น้องและลูกหลานแต่อย่างใด
 
“เมื่อกูตายแล้ว กูกลัวว่าศพของกูนี่แหละจะเป็นภาระยุ่งยากของลูกหลาน จะเกิดความสับสนวุ่นวายเพราะคนที่มาหากู ฝากตัวเป็นศิษย์มีมากมายหลายประเภท มีทั้งดีทั้งเลว ละโมบ โลภมา มาแสวงหาประโยชน์ต่าง ๆ นานา โดยไม่กลัวบาปกรรม......กูจึงขอให้โรงพยาบาลมารับเอาศพไปภายใน ๒๔ ชั่วโมง และหลังจากสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าแล้ว ก็ให้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพเช่นเดียวกับศพของอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น ๆ....”
 
ชีวิตที่ถูกหล่อหลอมสู่ความเป็นครู
ความตั้งใจของหลวงพ่อในการที่จะเป็นครูใหญ่ให้นักศึกษาแพทย์ได้ใช้เล่าเรียนถูกหล่อหลอมมาจากหลายส่วน หลวงพ่อมาจากครอบครัวที่ยากจน ท่านไม่มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนเฉกเช่นคนทั้งหลายทั่วไป สมัยที่เด็กชายคูณ ฉัตร์พลกรัง มีอายุราว ๖-๗ ขวบ ได้เรียนหนังสือกับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ ฉาย และพระอาจารย์หลี เรียนทั้งภาษาไทยและภาษาขอม เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี นายคูณ ฉัตร์พลกรัง เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ปีวอก โดยมีพระครูวิจารยติกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลังจากที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้วได้รับฉายาว่า “ปริสุทฺโธ” และฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ตำบลสำนัก ตะคร้อ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อบวชเรียนท่านจึงครํ่าเคร่งกับคำสอนของครูบาอาจารย์ ท่านศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามพระธรรมคัมภีร์ต่าง ๆ ที่พึงจะหาได้ใน สมัยนั้น ท่านได้นำวิชาความรู้เหล่านั้นมาศึกษาไตร่ตรองจนแตกฉานเกิดเป็นความรู้จริงแห่งธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย ท่านนำความรู้นั้นมาสั่งสอนคน ตลอดชีวิตท่านจึงเป็นครู ท่านได้สั่งสอนคนด้วยคำสอน ที่เป็นภาษาพูดง่าย ๆ สอนให้คนรู้จักศีล รู้จักธรรม ท่านได้สอนคนให้รู้จักทาน ด้วยเหตุที่หลวงพ่อเทศน์ไม่เก่ง ท่านจึงปฏิบัติตัวเองให้เป็นตัวอย่างด้วยการทำให้เห็น ท่านตระหนักถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตที่ทุกคนต้องประสบท่านจึงอยากให้ร่างกายตัวเองเป็นแหล่งวิชาการได้สั่งสอนนักศึกษาแพทย์
 
บนเส้นทางของความเป็นครู

Visitors: 5,717